bitcoin 2025 - 12

เก็งราคา Bitcoin หลังปี 2025 แนวโน้มขาลงรอบใหญ่

วันนี้ สนใจติดตามราคา Bitcoin ในช่วงที่ confirm ขาลงอย่างชัดเจน ตามรอบ Month.

กราฟราคา Month ขาลงของ Bitcoin

เลยสร้าง Promp Gemini ดังนี้

ช่วยวิเคราะห์ ราคา Bitcoin อย่างถี่ถ้วน และคาดคำนวณ ราคาที่จะเป็นไปได้ หาราคาที่จะเข้า สำหรับคนที่เล่นรอบ ขาลงนี้ ว่าควรจะเข้าที่ราคาเท่าไหร่ ? และขายในราคาเท่าไหร่ ? โดยอ่านเจอมาหลายที่ มีเสียงแตกออกเป็น 2 สำนัก คือ

เข้าที่

  • (1) $75K
  • (2) $25K ในกรณีมองโลกในแง่ร้ายสุดๆ

ผมขอให้ Gemini ช่วย deep research และ วิเคราะห์ พร้อมแนบ แหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งสอนผม เรื่องหลักการทางด้านเทคนิค ว่าเอาอะไรมาช่วยคาดเดาราคาที่คุณแนะนำมาด้วย และอยากทราบว่า ราคา bitcoin จะวิ่งไปถึง $250K ได้จริงๆไหม ในช่วง 5 ปีนี้ และมีปัจจัยเสี่ยงใดบ้างที่จะทำให้ตลาด bitcoin และ คริปโตพัง และไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก คือเข้ากรณี ตลาดวาย ลุกช้าจ่ายรอบวง

การประเมินมูลค่า Bitcoin เชิงลึก

การวิเคราะห์ทางเทคนิค และการประเมินความเสี่ยงระดับวิกฤต

(Strategic Market Intelligence Report)

การวิเคราะห์นี้ครอบคลุมการประเมินสถานการณ์ราคาเข้าซื้อที่สำคัญระหว่างสมมติฐานการปรับฐานในตลาดกระทิง ($75,000) และสมมติฐานการกลับสู่ตลาดหมีอย่างรุนแรง ($25,000) พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องหลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อให้ผู้อ่านสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความเป็นไปได้ของราคาเป้าหมายที่ $250,000 ภายในระยะเวลา 5 ปี และการวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้มูลค่าของ Bitcoin ลดลงจนเหลือศูนย์

การวิเคราะห์ราคา Bitcoin และฉากทัศน์จุดเข้าซื้อเชิงกลยุทธ์ ($75K vs $25K)

การถกเถียงเรื่อง “จุดต่ำสุด” ของรอบวัฏจักรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ สำหรับคำถามที่ว่าควรเข้าซื้อที่ราคา $75,000 (75K) หรือรอจนถึง $25,000 (25K) นั้น สะท้อนถึงมุมมองทางตลาดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 2 แบบ คือ มุมมอง “การปรับฐานในแนวโน้มขาขึ้น” (Secular Bull Market Correction) และมุมมอง “วิกฤตการณ์ล้างไพ่” (Bear Market Reset)

1.1 สมมติฐานการปรับฐานในตลาดกระทิง: กรณีศึกษาที่ระดับ $75,000

ระดับราคา $75,000 ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางจิตวิทยา แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเทคนิคที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในวัฏจักรปัจจุบัน

1.1.1 นัยสำคัญทางโครงสร้าง (Structural Significance) ในทางเทคนิค ราคา $75,000 ถือเป็นระดับ “Breakout Retest” หรือการกลับมาทดสอบแนวต้านเดิมที่ถูกทะลุผ่านไปแล้ว หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ราคา จุดสูงสุดเดิม (All-Time High – ATH) ของรอบปี 2021 อยู่ที่ประมาณ $69,000 การที่ราคา Bitcoin สามารถพุ่งทะลุจุดนี้ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ (New ATH) ได้นั้น ถือเป็นการยืนยันแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว

หลักการ Polarity (ขั้วตรงข้าม): ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค เมื่อแนวต้านที่แข็งแกร่ง (ในที่นี้คือโซน $69,000 – $75,000) ถูกทำลายลง มันจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นแนวรับ (Support) ที่แข็งแกร่ง “พื้น” ที่เคยเป็น “เพดาน” จะทำหน้าที่รองรับราคาเมื่อมีการปรับฐาน

ต้นทุนเฉลี่ยของสถาบัน (Institutional Cost Basis): ข้อมูล On-chain บ่งชี้ว่ามีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ไหลเข้ามาในช่วงราคา $50,000 – $70,000 การที่ราคาจะปรับตัวลงมาทดสอบโซน $75,000 จึงเป็นจุดที่สถาบันการเงินเหล่านี้อาจเข้ามา “พยุงราคา” หรือเข้าซื้อเพิ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้พอร์ตการลงทุนของลูกค้าจมอยู่ในสถานะขาดทุน (Underwater)

1.1.2 การวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่ $75,000 นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าถ้าราคา Bitcoin ไม่สามารถยืนเหนือระดับ $75,000 ได้ อาจจะเกิดการปรับตัวลงที่ลึกกว่านั้น แต่ในบริบทของตลาดกระทิง การย่อตัวลงมาที่ระดับนี้ถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อที่ “สมเหตุสมผล” (Rational Entry) สำหรับนักลงทุนที่เชื่อในวัฏจักรระยะยาว การเข้าซื้อที่ $75,000 คือการเดิมพันว่าแนวโน้มหลักยังคงเป็นขาขึ้น และการปรับฐานนี้เป็นเพียงการ “สลัดเม่า” (Shakeout) เพื่อลดแรงเก็งกำไรส่วนเกิน

1.2 สมมติฐานตลาดหมีล้างกระดาน: กรณีศึกษาที่ระดับ $25,000

ในทางตรงกันข้าม ระดับราคา $25,000 สะท้อนถึงมุมมองในแง่ร้ายสุดขีด (Extreme Pessimism) หรือกรณีที่เกิดเหตุการณ์ “Black Swan” ที่รุนแรงจนทำลายโครงสร้างราคาปัจจุบัน

1.2.1 ตรรกะของฝ่ายหมี (The Bear Case) นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์บางกลุ่ม เช่น Peter Schiff หรือนักวิเคราะห์จาก Seeking Alpha ได้เตือนถึงความเป็นไปได้ที่ราคาจะร่วงลงไปแตะระดับ $20,000 – $30,000 อีกครั้ง  โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้

การกลับสู่ค่าเฉลี่ย (Mean Reversion): ในอดีต Bitcoin มักจะมีการปรับฐานรุนแรงถึง 80-85% จากจุดสูงสุด หากวัฏจักรนี้จบลงเร็วกว่ากำหนด การกลับลงไปที่ฐานราคาเดิมช่วงปี 2022-2023 แถวๆ $25,000 ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในทางทฤษฎี

ช่องว่างของสภาพคล่อง (Liquidity Void): การปรับตัวขึ้นของราคาจาก $25,000 ไปยัง $40,000 และต่อเนื่องไปจนถึงระดับปัจจุบัน เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิด “Gap” หรือช่องว่างของราคาที่ไม่มีการซื้อขายหนาแน่น (Low Volume Node) นักเทคนิคเชื่อว่าตลาดมักจะกลับมา “ถม” ช่องว่างเหล่านี้เสมอ

  • วิกฤตสภาพคล่องระดับโลก: หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง (Global Recession) หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กลับมาใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวอย่างหนัก สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึง Bitcoin อาจถูกเทขายเพื่อถือเงินสด (Dash for Cash)

1.2.2 ความเสี่ยงของการรอที่ $25,000 แม้ว่าการเข้าซื้อที่ $25,000 จะให้ผลตอบแทนที่มหาศาล (Upside Potential) แต่ความเสี่ยงหลักคือ “ต้นทุนเสียโอกาส” (Opportunity Cost) หากตลาดไม่ปรับฐานลึกลงไปถึงจุดนั้น และกลับตัวเป็นขาขึ้นจากโซน $75,000 หรือ $60,000 นักลงทุนที่รอคอยแต่เพียงจุดต่ำสุดอาจตกรถไฟขบวนใหญ่ได้ 

1.3 บทสรุปกลยุทธ์การเข้าซื้อ: ระบบ “Tranche” (แบ่งไม้เข้า)

แทนที่จะเลือกเพียงราคาใดราคาหนึ่ง ที่เน้นการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก ควรใช้วิธีการแบ่งเงินลงทุนออกเป็นส่วนๆ (Tranches) ดังนี้:

ไม้ที่ (Tranche) โซนราคา (Price Zone) เหตุผลกลยุทธ์ (Strategic Rationale) สัดส่วนที่แนะนำ
ไม้ที่ 1 $88,000 – $92,000

การหยั่งเชิง (Initial Position): เข้าซื้อเมื่อราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (200-Day MA) เพื่อเกาะติดแนวโน้มหากราคาไม่ย่อลึก 

20%
ไม้ที่ 2 $72,000 – $78,000 แนวรับโครงสร้างหลัก (The Bull Entry): โซนนี้คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นการ Retest แนวต้านเดิม (ATH เก่า) และเป็นจุดที่ความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับผลตอบแทนในตลาดกระทิง 40%
ไม้ที่ 3 $55,000 – $60,000 การปรับฐานลึก (Deep Correction): หากหลุด $70k ตลาดจะเกิดความตื่นตระหนก (Panic) จุดนี้คือแนวรับถัดไปที่มีสภาพคล่องสูง 20%
ไม้ที่ 4 $25,000 – $30,000 ประกันภัยความหายนะ (Catastrophe Insurance): สำรองเงินสดไว้สำหรับกรณีเกิดวิกฤตการณ์ Black Swan หากไม่เกิดขึ้น ก็นำเงินส่วนนี้ไปลงทุนอย่างอื่น 20%

 

เป้าหมายการขายทำกำไร (Exit Strategy): การขายควรทำเป็นระบบเช่นกัน โดยพิจารณาจากเป้าหมายทางธุรกิจ (กำไรที่คาดหวัง) ไม่ใช่ความโลภ:

  1. เป้าหมายแรก: $120,000 – $130,000 (ขายเพื่อดึงทุนคืน)    

  2. เป้าหมายหลัก: $180,000 – $200,000 (ช่วงพีคของวัฏจักรตามโมเดล Stock-to-Flow และ ETF Inflows)    

  3. เป้าหมายสูงสุด: $250,000 (กรณีเกิดภาวะ Euphoria หรือฟองสบู่ขั้นสุด)

บทเรียนหลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)

2.1 แนวรับและแนวต้าน (Support & Resistance): จิตวิทยาของฝูงชน

แนวรับแนวต้านไม่ใช่เส้นที่ขีดขึ้นมามั่วๆ แต่มันคือ “ความทรงจำของตลาด” (Market Memory)    

  • แนวรับ (Support – พื้น): คือระดับราคาที่มี “ความต้องการซื้อ” (Demand) มากพอที่จะหยุดการร่วงลงของราคาได้

    • กลไก: เมื่อราคาตกลงมาถึงจุดนี้ นักลงทุนจะรู้สึกว่า “ของถูก” และเริ่มเข้ามาซื้อ ในขณะเดียวกัน คนที่เคยขายชอร์ต (Short) ไว้ก็จะซื้อคืนเพื่อทำกำไร ทำให้เกิดแรงซื้อดันราคากลับขึ้นไป

    • การประยุกต์ใช้: ระดับ $75,000 ทำหน้าที่เป็นแนวรับเพราะในอดีตมันเคยเป็น “เพดาน” ที่คนขายกดราคาไว้ เมื่อราคาผ่านเพดานนี้ไปได้ คนที่ขายหมูไปก่อนหน้านี้จะรอซื้อคืนที่จุดเดิม และคนที่ตกรถก็จะรอเข้าที่จุดนี้    

  • แนวต้าน (Resistance – เพดาน): คือระดับราคาที่มี “แรงขาย” (Supply) มากพอที่จะหยุดการขึ้นของราคา

    • กลไก: คนที่ติดดอยอยู่ที่ราคานี้ในอดีต จะรอขายเมื่อราคาขึ้นมาถึงทุน (Break-even) เพื่อออกจากตลาด หรือคนที่ซื้อมาจากข้างล่างก็จะขายทำกำไรที่จุดนี้

  • กฎการสลับขั้ว (Polarity Principle): “แนวต้านที่ถูกทำลาย จะกลายเป็นแนวรับ และแนวรับที่ถูกทำลาย จะกลายเป็นแนวต้าน” นี่คือกฎทองที่ใช้อธิบายว่าทำไม $69,000 – $75,000 จึงสำคัญมาก เพราะมันเปลี่ยนจากเพดานที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ มาเป็นพื้นใหม่    

2.2 เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages – MA): การกรองสัญญาณรบกวน

เส้น MA ช่วยลบความผันผวนรายวันออกไป เพื่อให้เห็น “เทรนด์ที่แท้จริง”  

  • Simple Moving Average (SMA): ค่าเฉลี่ยเลขคณิตธรรมดา

    • เส้น 200 วัน (200-Day SMA): นี่คือ “เส้นแบ่งนรกสวรรค์” ของนักลงทุนสถาบัน ถ้าราคาอยู่เหนือเส้นนี้ ถือเป็น “ตลาดกระทิง” (Bull Market) ถ้าราคาอยู่ใต้เส้นนี้ ถือเป็น “ตลาดหมี” (Bear Market) ปัจจุบันเส้นนี้อยู่ที่ประมาณ $90,000 การที่ราคายังป้วนเปี้ยนแถวนี้แสดงว่าเรากำลังอยู่ในจุดวัดใจ 

  • Exponential Moving Average (EMA): ให้ความสำคัญกับราคาล่าสุดมากกว่า ราคาจะตอบสนองเร็วกว่า

  • Death Cross & Golden Cross:

    • Golden Cross (กางเขนทองคำ): เมื่อเส้นสั้น (50 วัน) ตัดขึ้นเหนือเส้นยาว (200 วัน) = สัญญาณซื้อรุนแรง

    • Death Cross (กางเขนแห่งความตาย): เมื่อเส้นสั้น (50 วัน) ตัดลงต่ำกว่าเส้นยาว (200 วัน) = สัญญาณหายนะและตลาดหมีระยะยาว  การจับตามองจุดนี้สำคัญมากในการหนีตายก่อนราคาจะร่วงไป $25k  

2.3 โมเมนตัม (Momentum Indicators): RSI และ MACD

เครื่องมือเหล่านี้บอกว่ารถ (ราคา) กำลังวิ่งเร็วเกินไปจนเครื่องจะน็อค (Overbought) หรือวิ่งช้าจนน่าสนใจ (Oversold)

  • RSI (Relative Strength Index): ค่า 0-100

    • เกิน 70 = ซื้อมากเกินไป (Overbought) ระวังราคาตก

    • ต่ำกว่า 30 = ขายมากเกินไป (Oversold) ราคาอาจเด้งกลับ   

    • Divergence (สัญญาณขัดแย้ง): ถ้าราคาทำ High ใหม่ แต่ RSI ทำ High ที่ต่ำลง (Bearish Divergence) แปลว่า “แรงหมด” เตรียมตัวลงดอยได้เลย นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีที่สุดก่อนตลาดวาย

  • MACD (Moving Average Convergence Divergence): ดูการตัดกันของเส้นสัญญาณ ถ้าตัดขึ้น = ซื้อ, ตัดลง = ขาย    

2.4 Pivot Points และ Fibonacci: คณิตศาสตร์แห่งธรรมชาติ

  • Pivot Points: เป็นสูตรคำนวณที่ใช้ราคา High, Low, Close ของวันก่อนหน้ามาหาจุดรับต้านอัตโนมัติ เป็นเครื่องมือที่ Day Trader ใช้กันมาก    

  • Fibonacci Retracement: ใช้อัตราส่วนทองคำ (Golden Ratio) 0.618, 0.382, 0.5 ในการหาว่าราคาจะย่อลงมาแค่ไหน การย่อตัวที่ระดับ 0.382 หรือ 0.5 มักจะเป็นจุดเข้าซื้อที่ดีในเทรนด์ขาขึ้น ซึ่งระดับ $75,000 และ $105,300 มักจะตรงกับระดับ Fibonacci เหล่านี้

ส่วนที่ 3: ความเป็นไปได้ของราคา $250,000 ภายใน 5 ปี

คำถามที่ว่า Bitcoin จะไปถึง $250,000 (ประมาณ 8.5 ล้านบาท) ได้หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มีโมเดลทางเศรษฐศาสตร์และข้อมูลรองรับที่ชัดเจน

3.1 ปัจจัยสนับสนุนด้านอุปทาน: The Halving Shock

Bitcoin มีกลไก “Halving” ที่จะลดปริมาณเหรียญที่ผลิตใหม่ลงครึ่งหนึ่งทุกๆ 4 ปี เหตุการณ์ Halving ครั้งล่าสุดในปี 2024 ได้ลดแรงขายจากนักขุดลงอย่างมีนัยสำคัญ

  • Stock-to-Flow Model (S2F): โมเดลนี้วัดความหายาก (Scarcity) ของสินทรัพย์ เมื่ออุปทานใหม่ลดลงในขณะที่ความต้องการเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ราคาจะต้องปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด การที่ Bitcoin จะไปถึง $250,000 นั้นสอดคล้องกับโมเดล S2F ในช่วงหลัง Halving   

3.2 ปัจจัยสนับสนุนด้านอุปสงค์: ETF และเงินทุนสถาบัน

การอนุมัติ Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ เป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ (Paradigm Shift) ที่เปิดประตูให้เงินทุนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ (Pension Funds) และผู้จัดการความมั่งคั่ง (Wealth Managers) ไหลเข้ามาได้อย่างถูกกฎหมายและง่ายดาย

  • Standard Chartered: คาดการณ์ว่าราคาจะถึง $200,000 ภายในปี 2025 จากแรงซื้อ ETF    

  • Tim Draper: ยืนยันเป้าหมาย $250,000 โดยมองว่า Bitcoin จะกลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก    

  • Cathie Wood (ARK Invest): มองไกลกว่านั้น โดยให้เป้าหมายที่ $1 ล้านเหรียญภายในปี 2030 ซึ่งหมายความว่า $250,000 เป็นเพียงทางผ่าน    

3.3 การป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge)

ในสภาวะที่ธนาคารกลางทั่วโลกพิมพ์เงินออกมามหาศาล (M2 Money Supply เพิ่มขึ้น) Bitcoin ถูกมองว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” (Digital Gold) ทองคำมีมูลค่าตลาดรวม (Market Cap) ประมาณ 13-14 ล้านล้านดอลลาร์ หาก Bitcoin สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของทองคำมาได้เพียง 10-20% ราคา Bitcoin จะพุ่งทะลุ $250,000 ได้อย่างสบาย   

บทสรุป: การไปถึง $250,000 ภายใน 5 ปี มีความเป็นไปได้สูง (High Probability) หากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังทำงานต่อไป แต่เส้นทางจะไม่เป็นเส้นตรง จะมีความผันผวนรุนแรงระหว่างทาง


ส่วนที่ 4: ความเสี่ยงระดับวิกฤต (Existential Risks) – ตลาดวาย ลุกช้าจ่ายรอบวง

เพื่อให้รายงานนี้มีความสมดุลและ “Nuanced” (มีความละเอียดอ่อนรอบด้าน) เราต้องพิจารณาปัจจัยที่จะทำให้ Bitcoin “พัง” หรือมูลค่าลดลงจนกู้ไม่กลับ (Going to Zero)

4.1 ภัยคุกคามทางเทคโนโลยี: ควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computing)

นี่คือความเสี่ยงระยะยาวที่น่ากลัวที่สุด คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีพลังประมวลผลสูงอาจสามารถเจาะระบบรหัสผ่าน (Encryption) ของ Bitcoin ได้

  • Shor’s Algorithm: สามารถใช้คำนวณหา Private Key จาก Public Key ได้ ซึ่งจะทำให้แฮกเกอร์สามารถขโมยเงินจากกระเป๋าเงินของใครก็ได้

  • Timeline: ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีประสิทธิภาพพอจะทำลายรหัส RSA/ECC ได้ อาจเกิดขึ้นในช่วงปี 2030-2040  

  • ทางแก้: ชุมชน Bitcoin สามารถอัปเกรดระบบ (Soft Fork) ไปใช้การเข้ารหัสแบบ Quantum-Resistant ได้ แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ความล่าช้าในการตัดสินใจ (Governance Paralysis) หรือการถูกโจมตีก่อนที่จะอัปเกรดสำเร็จ

4.2 การปราบปรามจากภาครัฐ (Regulatory Strangulation)

รัฐบาลไม่สามารถ “ปิด” Bitcoin ได้ (เพราะมัน Decentralized) แต่สามารถ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ได้

  • Choke Point 2.0: หากรัฐบาลสหรัฐฯ หรือกลุ่มประเทศ G7 ร่วมมือกันแบนการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารกับเว็บเทรดคริปโต หรือระบุว่าการถือครอง Wallet ส่วนตัวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย สภาพคล่องจะเหือดหายทันที ราคาอาจไม่เป็นศูนย์ แต่จะกลายเป็นตลาดมืดที่มีมูลค่าต่ำมาก   

  • กรณีศึกษาจีน: จีนแบนการขุดและการเทรดหลายรอบ แต่ Bitcoin ก็ยังอยู่รอด อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ทำแบบเดียวกัน ผลกระทบจะรุนแรงกว่ามาก

4.3 ความล้มเหลวของโครงสร้างตลาด: วิกฤต Stablecoin

ตลาดคริปโตพึ่งพาสภาพคล่องจาก USDT (Tether) และ USDC อย่างมาก

  • ความเสี่ยงจาก Tether: หาก USDT ซึ่งเป็นเสาหลักของสภาพคล่อง เกิดการหลุด Peg (มูลค่าต่ำกว่า 1 ดอลลาร์) หรือถูกสั่งปิดโดยรัฐบาลสหรัฐฯ จะเกิด “Bank Run” ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ราคา Bitcoin อาจร่วงลงไปต่ำกว่า $10,000 ได้ในพริบตา เนื่องจากมีการใช้ USDT เป็นหลักประกัน (Collateral) ในการเทรดมหาศาล   

4.4 การโจมตี 51% (51% Attack) และ Miner Capitulation

หากราคา Bitcoin ตกต่ำลงอย่างยาวนานจนต่ำกว่าต้นทุนการขุด (Cost of Production) นักขุดจำนวนมากอาจปิดเครื่อง (Capitulation) ทำให้กำลังการขุด (Hashrate) ลดลง ส่งผลให้เครือข่ายมีความปลอดภัยน้อยลงและเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยผู้ไม่หวังดีที่มีกำลังประมวลผลสูงกว่า 51% ของเครือข่าย   


  1. แผนปฏิบัติการ (Action Plan):

    • สะสมที่ $75,000: ให้มองโซน $72,000 – $78,000 เป็นจุดเข้าซื้อหลักสำหรับรอบนี้ โดยวาง Stop Loss หากหลุด $69,000

    • ถือเงินสดรอ $25,000: กันเงินทุนสำรองไว้ 15-20% เสมอ สำหรับกรณีเกิดวิกฤต (Black Swan) หากไม่เกิดขึ้นถือว่าซื้อประกัน แต่ถ้าเกิดขึ้น คุณจะมีกระสุนไว้ช้อนซื้อสินทรัพย์ในราคาถูกที่สุด

    • Monitor เส้น 200 วัน: ใช้เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน เป็นเข็มทิศหลัก ถ้าราคาอยู่เหนือเส้นนี้ ให้เน้นหน้าซื้อ (Long/Buy Dip) ถ้าราคาหลุดลงมา ให้เน้นการถือเงินสดหรือ Short

การลงทุนและการทำธุรกิจมีความเสี่ยง การวิเคราะห์นี้เป็นเพียงแผนที่นำทาง แต่ผู้ขับขี่ต้องมีสติและวินัยในการเดินทางเสมอ


รายการข้อมูลอ้างอิงเชิงลึก (Citations Integrated): ข้อมูลและตัวเลขในรายงานนี้อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ อาทิ การวิเคราะห์ทางเทคนิคจาก Investing.com , บทวิเคราะห์ราคาจาก CoinDCX และ Barchart , มุมมองความเสี่ยงจาก Brookings Institution และ Chicago Booth , และการคาดการณ์ราคาจากสถาบันการเงินชั้นนำ

อ้างอิง
เพื่อนๆ แนะนำให้ดู Clip ตามติดสถานการณ์ดังนี้

  1. การเข้าซื้อ ของเซลเลอร์ ซื้อทีไร Bitcion ร่วง >> https://www.youtube.com/watch?v=Oc7lr3ENE5c
  2. ราคา bitcoin ดู เวฟของลุงโฉลก > https://youtu.be/Zj9ikpAVChk?si=N-YjWPYJzh_nC3VP&t=795
การดูช่วงเมาขายเยอะๆ เริ่มสร้างฐานใหม่ ให้เราเตรียมเข้าได้
การดูช่วงเมาขายเยอะๆ เริ่มสร้างฐานใหม่ ให้เราเตรียมเข้าได้

ดุเวฟ ราคาอาจไปที่ $25K

 

 

Similar Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.